From Thailand to Surrey

An insight into life at Surrey from a current Thai student

Greeting fellow Digital Explorers! I am your new Thailand Ambassador

Good afternoon from Guildford (morning/evening/night
depending on when you are reading this… Either way welcome!)


It has been a wake-up-early-and-go-to-lecture kinda day for me so far. I snoozed off for a while during the three-hour explanation on Image and Video Compression Techniques. But it is safe to say that now I am an expert on making sure you know how the JPEG image compression works…


“What am I going on about?!”. Most of you will probably be tempted to go on Youtube and search for a funny cat video soon if I continue blabbering on. I SHALL STOP.


My name is Sarat Rakngan, and I am currently studying my Masters Degree in Mobile Media Communications, under the Euromasters Program. This two-year MSc Program is quite different from a usual one-year course which is a norm here in the UK, because for my Second Year, I will be doing a six month placement program before my actual final dissertation project. I will go in depth about this Euromasters thing in my later blog.


A selfie in front of our famous Stag


So how did I end up here, in this beautiful community that is Guildford? Surrounded by the wild rabbits and green kangaroos… Okay maybe those were just Deliveroo’s drivers.


My journey to the UK started back in my Bachelor’s Degree, where I studied Electrical Engineering at Thammasat University, Thailand (ในโพสต่อๆไปอาจจะมีการเม้ามอยไทยคํา อังกฤษคํา ไม่โกรธกันนะ). The 2+2 Program at Thammasat gave us the choice to study the latter two years of our degree at either the University of Nottingham in the UK or the University of New South Wales in Australia… It is safe to say that I am not surfing at Bondi Beach or getting treated to the classic “Aussie Aussie Aussie, Oi Oi Oi!” right now.


The Famous Bondi Beach. In Australia Of Course.


The last 2.5 years here in the UK has flew by so quickly, exactly the same feeling I had watching Star Wars: The Force Awakens. “Why can’t we have just a little bit more Luke. Whyyyyyy!?”. Anyways, I still the remember how I felt when I arrived here for the first time. One of things that I found to be a huge difference between the UK and Thailand is the public transportation system. My fellow Thais, if you are reading this, you will share my opinion. Everyone agrees that commuting around the streets of Bangkok is, let’s say not the safest thing in the world (บอกเลย ถ้าเกาะสาย 8 นั่งไปแฮปปี้แลนด์โดยที่ไม่ล้มได้อะ ไปสมัครทีมอเวนเจอร์เหอะ). In the UK however, road accident rarely occurs, and their public transportation is (for the most part) a pleasantly pleasant experience. Another thing I was not used to at all during the first few weeks here in the UK is the weather. THE. CONSTANTLY. CHANGING. WEATHER. In the morning you could go outside and be impressed by the sunny sky and relaxing bird chirping lullaby, only to find that 15 minutes later, rain cloud has gathered and ready to strike. And later that night, hailstorm will erupt and the god of Thunder will summon himself and gives a massive speech to the people… Maybe I am exaggerating a bit, but the weather is always changing. So a quick advice for all the students who are packing their bags right now, a good rain coat is never a bad idea.


I have always known that I was going to continue with my Masters Degree right after I graduated from Nottingham. For me, studying is fun, and I still couldn’t get enough of what I have learned from my BEng Degree. So how did I end up here in the University of Surrey?


It was certain that I was going to pursue my career in Electronic & Communication Engineering . Therefore it was important that any university that I pick has all the criteria I consider essential for my further development in the engineering profession. Reading about the incredible facilities and choices of courses Surrey offered in my specific field, there was no way that I could choose any other university over this one. The Electrical and Electronic Department alone has four BUILDINGS tailored for distinct research areas – The Advanced Technology Institute, Institute for Communication Systems, The Centre for Vision Speech and Signal Processing, and Surrey Space Centre. Moreover, our rankings are amongst the top universities in the UK in this specific field, and we have been voted both ‘University of the Year’ and ‘University of the Year for Student Experience’ in The Times and Sunday Times Good University Guide 2016. Pretty Impressive Huh?


The 5G Innovation Centre


Oh no, lab is coming up in 15 minutes, I better go now. In the meantime, if you have ANY information regarding anything, please feel free to contact

Contact Thailand:

University of Surrey International Office:

Now, as for how to end with a bang? Well, that’s another blog post for another time. And as the great Arnold once said, “I’ll be back”.



Pre-sessional stages 1,2,3

สวัสดีครับ สำหรับ สัปดาห์นี้ ผมจะมาแนะนำ หลักสูตร ที่ติดค้างไว้ นานมากๆ แล้ว


นั้นคือ หลักสูตร Pre-sessional 1-2-3 ซึ่งรับเกณฑ์ ขั้นต่ำ ที่ 4.5 of IELTS score นะครับ

ก่อนที่จะแนะนำหลักสูตรทั้ง 3 นั้น ผมขอแนะนำข้อดี ของหลักสูตรทั้งหมดนี้ก่อนนะครับ



  1. เราสามารถมา ปรับ พื้นฐาน ภาษา ได้ก่อนเปิดเรียน ปี ปกติ อีกทั้งหลักสูตรนี้ยังสอน ทั้ง ภาษา สำหรับการเตรียมตัวสอบ หรือ IELTS และ ภาษา สำหรับ การเรียนมหาวิทยาลัย หรือ Academic language ซึ่งหลายคน แค่เรียนๆ ภาษาคงไม่เข้าใจว่าแตกต่างกันของทั้งสองแบบนี้ โดยส่วนใหญ่คิดว่าก็เป็นภาษาอังกฤษ เหมือนๆ กัน ซึ่งจริงๆ แล้วมีความแตกต่างกันมาก พอสมควรครับ โดยเฉพาะ การเขียนรายงาน ภาษาทั่วๆ ไป พอใช้สอบผ่านก็จบเลยครับแต่ภาษาทางการ หรือ ภาษาในการเขียนงานส่งในมหาวิทยาลัยต้องใช้ Academic words and styles ด้วยนะครับ เช่น เราไม่สามารถ เขียนข้อมูลมาลอยๆ ได้ ต้องมา ข้อมูลมากำกับไอเดียเรา หรือการเขียนบุคคลที่ 1,2 (I, you, we) ก็ไม่ยอมรับนะครับ ต้องใช้ Noun phrase ขึ้นประโยคแทน หรือ It ,He, She, This ,There เป็นต้นครับ แล้วอื่นๆ อีกมากมายซึ่งควรมาเรียนนะครับ
  2. หลักสูตรนี้ยังมีการสอบเพื่อเข้าเรียนต่อได้เลย โดยไม่ต้องไปสอบภาษาใหม่แล้ว โดยที่เราสอบของหลักสูตรเองผ่านก็ผ่านได้เลยครับ ซึ่งการไปสอบ IELTS อีกก็ต้องเสียทั้งเวลา ทั้งเงิน ซึ่งถ้าผ่านแล้วก็ไม่ได้ใช้ คะแนนนั้นๆ อีก แล้วภาษาก็ต้องมาปรับอีกอยู่ดี สู้เรียน แบบ Academic ที่จำเป็นต้องใช้ไปเลย แล้วก็สอบให้ผ่านในหลักสูตรเองจะดีกว่ามากๆ เลยครับ
  3. ความรู้และเทคนิคต่างๆ มีประโยคต่อการเรียนมากๆ ครับ ตัวผมเองทุกวันนี้ยังใช้ความรู้ตอนมาเรียน หลักสูตรนี้อยู่เลยครับ โดยของผมมาเรียน PS2,3 ซึ่งรับตอน IELTS 5.0 มาเรียนตอนมกราครับ ทั้งหมด 6 เดือน เป็นหลักสูตรที่เรียนก่อน Pre-sessional 12 weeks อีกทีครับ ซึ่งเอาจริงๆ ทุกวันนี้ก็ได้ความรู้ที่เรียนไปตอนนั้นมาช่วยทั้งการฟัง lecture ทั้งการเขียนงานส่งเลยละครับ เพราะในหลักสูตร สอนการทำ Note-taking และ สอนเราในการคิด Critical thinking + discussion idea ด้วยครับ มีประโยชน์มากๆ ครับเพราะที่ไทย เราไม่ค่อยได้เรียนแนวๆ นี้เท่าไร มาปรับตัวก่อนถือว่าได้เปรียบเลย



โดยแบ่งออกเป็น 3 หลักสูตรดังนี้ครับ

  1. Pre-sessional stage 1 October –December (10 weeks) requirement IELTS 4.5
  2. Pre-sessional stage 2 January – March (10 weeks) requirement IELTS 5.0
  3. Pre-sessional stage 3 April – June (10 weeks) requirement IELTS 5.5


ซึ่งถ้าใครลงหลักสูตร 1 ต้องเรียน 1,2,3 เลยนะครับ ถ้ามาลง 2 ต้องเรียน 2,3 นะครับ

รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถ หาได้จาก link ข้างล่างนี้เลยครับ ถ้าสงสัยเพิ่มเติม สอบถามได้เลยนะครับ


บอกเลยว่าหลักสูตรนี้ เหมาะสำหรับใครที่อ่อนภาษา หรือ พื้นฐานภาษาไม่ได้ดีมาก แนะนำให้มาเลยครับ ข้อกำหนด ก็ต่ำกว่าเกณเข้า ป โท ป ตรี ตั้ง 2.0 ลงมา อยากแนะนำถ้าพอมีเวลา ให้เตรียมตัวจากไทยแค่พอผ่านเลยครับ แล้วมาเรียนหลักสูตรนี้ เพราะสุดท้ายแล้วก็ต้องปรับภาษาอยู่ดีครับ จริงๆ ไม่อยากพิมคำนี้ แต่ที่เราเรียนๆ กันที่ไทย มีหลายส่วนที่สอนกันมาแบบผิดๆ แล้วบางอย่างก็เป็นเทคนิคการใช้คำใหม่ๆ บอกเลยว่ามาเรียนที่นี่เลยดีกว่าเยอะครับ

อีกอย่างนึงที่หลักสูตรนี้ น่าสนใจ เพราะผมคิดว่าดีกว่าไปเรียนภาษา ตาม high school หรือ ตามสถาบันภาษาครับ อันนี้เรียน ครึ่งวัน บ่ายว่าง หรือ กิจกรรม มาเรียน 6 เดือนบางคนอาจจะไม่ได้อะไรเลยครับ ผมแนะนำหลักสูตรนี้เลย เรียนเข้มข้นมากๆ จันทร์ ถึง ศุกร์ 10.00- 15.40 ทุกวันครับ มีพักวัน ศุกร์บ่ายให้ครับ นอกนั้นจัดเต็มๆ มากๆ แถมงานเยอะมากด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่พื้นฐานอ่อน แล้วมีความตั้งใจที่อยากได้ภาษาจริงๆ แนะนำให้มาเลยครับ


ปล.ตัวผมเองก็มาเรียนหลักสูตรนี้ครับ ใครสนใจ สอบถามเพิ่มเติมได้เลยนะครับ




Breaking new!! New generation Thai president and committees of Thai society

Breaking new!!

New generation Thai president and committees of Thai society


สวัสดีครับ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกคน วันนี้ ขอคั่นรายการปกติด้วย ข่าวสดๆ ร้อนๆ เมื่อวานนี้เองครับ

เมื่อวันที่ 4 May 2016 ที่ผ่านมานะครับ ได้มีการเลือกตั้ง ประธาน และคณะกรรมการ สมาคมไทยใน Surrey ประจำปี 2016-17


วันนี้ผมจะมาแนะนำตัว น้องที่ได้รับตำแหน่ง Thai president 2016-17 and committee team กันนะครับ


คนแรก The President of Thai society ประจำปีการศึกษา 2016-17

น้อง ซัน Son Krittawat Lerthamkajon

ตอนนี้กำลังจะจบปี 1 ครับ คณะ Chemical Enginerring BEng

แอดมินอีกคนของเรานี่เอง ติดตามย้อนอ่าน บล็อคของประธานเราได้ในเพจๆ ก่อนหน้านี้ได้เลยนะครับ



คนถัดมา รองประธาน Vice-president of Thai society ประจำปี 2016-17

น้อง Rut รุจ ลัทธพล วงศ์อนันต์

เกิดเมื่อวันที่ 29/03/1997

จบ จาก Samsenwittayarai school

Sunway international school

Sunway college

ปัจจุบัน เรียน Economics กำลังจะขึ้น ปี 1 ครับ



คนถัดมา Treasurer of Thai society ประจำปีการศึกษา 2016-17

น้อง บอส ธนธรณ์ พื้นบาตร

เกิด เมื่อวันที่ 15/07/1996

จบจาก Bellerbys collage

ปัจจุบัน เรียน International business management ปี 1



คนสุดท้าย Event manager

น้อง  Vilayphone Soukphaphone
Nickname: Estay
Major: International Hospitality Management 1st year
Graduated from Kiettisak International School in Laos

โดยเป็นประจำทุกปีจะมีการ คัดเลือก หรือ เลือกตั้ง ประธาน และ คณะกรรมการ ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ ให้ Thai society of University of Surrey หรือที่เรียก ย่อๆ ว่า Surrey Thaisoc โดยปกติทางมหาวิทยาลัย ก็จะคัดเลือกช่วงเดือนประมาณนี้


นี่คือ เหตุผลว่าทำไม ส่วนใหญ่ ประธาน และ คณะกรรมการ จะเป็น น้องๆ ป ตรี

1.เพราะมีการคัดเลือกช่วงปลายปีของแต่ละปี โดยกำหนดจากทางมหาวิทยาลัย ทำให้ ปโท ปีหน้ายังไม่มาเรียนกันเลยนะครับ

2.น้อง สายเลือดใหม่ มีไฟแรง ขยัน และ งานยังไม่ได้เยอะมากๆ เท่า พี่ อีกทั้งยังสามารถ เข้าหาพี่ๆ ได้ ตลอดเวลา

3.มีความคุ้นเคยในการเรียน และ ศึกษาที่นี่มาแล้ว อย่างน้อย หนึ่งปี ทำให้เข้าใจ กิจกรรมวงรอบปี และ ขนบธรรมเนียมต่างๆ ที่ได้ทำมาตลอด จากรุ่นสู่รุ่น อีกทั้งในปี ต่อๆ ไปก็ยังศึกษาอยุ่ และพร้อมที่จะถ่ายทอดให้รุ่นต่อๆ ไป ซึ่ง ป โท ก็เรียนแค่ ปี เดียว ส่วนพี่ ป เอก ส่วนใหญ่ การตารางงาน ตารางเรียนที่ไม่ตรงกับน้องๆ แล้ว หนาแน่น และเครียดมาก จึงทำให้งานกิจกรรมต่างๆ ซึ่งต้องใช้เวลาในการจัด ประสานงาน และ ประชุม น้องๆ ป ตรี จะเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงครับ

4. น้องยังได้ประโยชน์จะ การทำหน้าที่ให้ สมาคม โดยมีประวัติ อยู่ใน CV เพื่อสามารถนำไปสมัครงานที่ได้ต่างๆ ได้อีกตัวครับ

คงได้เห็นหน้าตาน้องๆ กันไปแล้ว สำหรับคงที่จะมาเรียนปีการศึกษาหน้า หรือ อีกในนึงก็กันยาปีนี้ คงได้เจอกับน้องๆ ในงาน Welcome party ซึ่งน้องๆ คณะกรรมการ กลุ่มนี้จะเป็นผู้จัดนะครับ ถ้าไงรอติดตามการทำงาน และผลงานได้ครับ



Note: สำหรับสงสัยในข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมหรือข้อสงสัยอื่นๆ สามารถส่ง E-mail มาได้ที่ ได้เลยครับ


Easter Break and Trip

Today I’m going to be sharing with you guys some of my trips over the Easter break.

Even before my last lecture ended, I was already so excited and was looking forward to travel back home with my fellow Thai friends and see my family.

** Tips: When traveling to the airport with others, it’s a good idea to grab a taxi as it’s actually cheaper and more efficient than a train; in fact, it only cost us 12 pounds each.**


I wasn’t nervous about the whole airport and security processes or about getting
on the plane but what got me so nervous when I got there was the fact that I accidently met two Arsenal playerIMG_7648s in the lounge before I waited to board the plane (In case you didn’t know I have a crazy passion for football). I asked them for a photo and they kindly let me. My heart was beating so rapidly out of my chest and I had a red flush all over my face. It was like meeting a Hollywood superstar for me!


I landed home safely in the early afternoon and I immediately felt the heat the first step I had out of the plane. I mean it was 10 degrees one day ago and a jump up to 38 degrees struck me quite a bit! I asked my mom to go to a classic traditional Thai restaurant to spice things up on my first day back to Thailand. My saliva glands were obviously not ready for all the spicy soups and dishes; I was crying after a few mouth full of Tom Yum Koong Soup.


The third week of the holiday, my family and I travelled to Japan at the peak season of the whole year for this country (usually around April). It wasn’t the first time we visited Japan, it was more like our 5th-6th time. My family loves to go to Japan, we are especially in awe to have that fresh sashimi and all other traditional dishes. We went to Osaka and Kyoto which is located down the south of Japan. It was around 12-18 degree out there (perfect temperature for me) and it was lovely. However, as it was a peak season out there, it got a little crowded due to many foreigners, just like me, travelling all around Japan. The Sakura tree was the main highlight to why people visited Japan.  Sakura tree usually bloom in the last week of March or the early April in Kyoto and only last for 1-3weeks for the whole year. (Don’t worry if you are wondering why I haven’t talk about food in Japan yet. Please do check my next blog which will be on about food that you must try in Osaka.)


My time in Japan past by very fast and before I knew it, I was already spending the last week of my holiday. From the April 13th to 15th, it was a very special period in Thailand as this was the Songkran Festival or Thai new year. It is the biggest and most 12967384_1072427599484811_6218301881319844230_omemorable water festival you will ever experience when you visit Thailand during these few days. Having fun is always a big part in our Thai culture, and having fun amidst scorching heat is no exception. The hottest month of the year, April see water fights and street parties all over our country. However, I only went to the first day due to my sickness ;(. The last day of Songkran was a day before I fly back to England so I didn’t want to risk being more sick than this. Time went by so quick and I didn’t want to go back to England yet.  I wasn’t ready for all the assignment, exams and lectures. It is the third day back and it feels a bit weird after travelling and sightseeing in the four weeks break.


Pre-sessional courses (Recommendation)

สวัสดีครับ พี่ๆ น้องๆ ห่างหายจะ บทความล่าสุดไปเกือบเดือน จริงๆ เดือนนึงเลยแระครับ

เป็นช่วงหยุดของมหาลัย แอดมิน ก็เลยถือโอกาสไปเที่ยว ออสเตรีย กับ เยอรมัน มาครับไว้จะมา อวด รูป การเที่ยววันหลังนะครับ


ส่วนสำหรับวันนี้ จะมาแนะนำ คอร์ส ที่ ถือว่า Useful มากๆ ของ มหาลัยครับ คือ English course and Pre-sessional course นั้นเอง

เริ่มด้วย Pre-sessional course ของมหาลัยนะครับ เป็นหลักสูตรที่จะช่วยน้องๆ ที่ต้องเรียน หลักสูตรหลักหรือ Academic year ของมหาลัยแต่ คะแนนด้านภาษา หรือ IELTS ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด แต่ขาดอีกไม่เยอะเท่าไร ก็จะมีหลักสูตรให้เรียน ถ้าผ่านหลักสูตรนี้ได้ก็ เรียนต่อภาคปกติได้เลย โดยไม่ต้องไปสอบ IELTS ใหม่นะครับ โดยแบ่งหลักสูตรออกเป็น 4 กลุ่มนะครับ ดังนี้


Pre-sessional 12 weeks โดยหลักสูตรนี้สำหรับคนที่ คะแนน IELTS ต่ำกว่าเกณฑ์ ไป 1.0 นะครับ หรือ มีบาง skill ที่ไม่ถึงเกณฑ์ก็จะต้องมาเรียนหลักสูตรนี้ก่อน ถึงตรงนี้อาจจะงง นะครับ งั้นจะยกตัวอย่างให้ดูครับ โดยคณะส่วนใหญ่ของมหาลัยจะ มีกำหนดว่า ต้องมีคะแนน ทางด้านภาษา 6.5 ขึ้นไป ที่นี้ถ้าเราไม่ถึงเราก็ต้องมาดูว่าเราต้องเรียนหลักสูตรไหนก่อน ถึงจะเรียนต่อได้นะครับ

Screen Shot 2016-04-20 at 12.18.50

จากรูปนะครับ จะเห็นว่าจะ requirment ปกติคือ overall 6.5 จะเหลือ 5.5 แล้ว แต่ละ skill จาก 6.0 จะเหลือ 5.0 ตามรูปเลยนะครับ


Pre-seeional 8 weeks โดยหลักสูตรนี้สำหรับคนที่ คะแนน IELTS ต่ำกว่าเกณฑ์ ไป 0.5 นะครับ หรือ มีบาง skill ที่ไม่ถึงเกณฑ์ก็จะต้องมาเรียนหลักสูตรนี้ก่อน

Screen Shot 2016-04-20 at 12.22.08

จากรูปนะครับ จะเห็นว่าจะ requirment ปกติคือ overall 6.5 จะเหลือ 6.0 แล้ว แต่ละ skill จาก 6.0 จะเหลือ 5.5 ตามรูปเลยนะครับ

ทั้งนี้ ถ้า overall ผ่านเกณฑ์ แต่มีบาง skill ไม่ถึง 5.5 ก็ต้องไปเรียน PS12 อยู่นะครับ


Pre-sessional 5 weeks and Pre-sessional English for management 5 weeks ทั้งคู่ โดยหลักสูตรนี้สำหรับคนที่ คะแนน IELTS ตามเกณฑ์ที่ต้องการรับ ครับ คือ 6.5 แต่มีบาง skill ไม่ถึง 6.0 ก็จะต้องมาเรียนหลักสูตรนี้ก่อนครับ สำหรับหลักสูตร อันนี้ที่สอง PSEM เป็นหลักสูตรสำหรับคนที่ผ่านเกณฑ์แล้ว แต่อยากมาเรียนภาษ่เพิ่มเติม หรือ อยากจะปรับตัวก่อนจะเปิดเทอมครับ ก็เป็นหลักสูตรที่น่าสนใจเช่นเดียวกันครับ


ทั้งนี้ที่แนะนำมา หลักสูตรพวกนี้นอกจากจะช่วยในการสมัครเข้าเรียนต่อ ในคะแนนที่ต่ำลงแล้ว ในตัวหลักสูตรเองก็ ถือว่ามีประโยชน์ สำหรับทุกท่านเช่นเดียวกัน โดยการเรียนจะไม่ได้เรียนเกี่ยวกับ IELTS เลยนะครับ จะเป็นการสอนเกี่ยวกับ Academic English มากกกว่าแต่ก็จะมุ่งเน้นพัฒนาทั้ง 4 skills เช่นกันครับ โดยแบ่งเป็นตามนี้ครับ


Listening skill จะสอนเกี่ยวกับการ ฟัง lecture การจับใจความสำคัญ การฟังสำเนียงจากชาติต่างๆ รวมทั้งส่วนสำคัญที่สุดคือการจดบันทึการเรียนหรือ Note taking นั้นเอง ซึ่งถือว่าช่วยพัฒนาสกิลด้านนี้เราไปด้วย


Speaking skill จะสอนเกี่ยวกับ presentation ซึ่งการพูดหรือนำเสนองานทุกๆคนเคยทำมาบ้างแล้ว แต่มาลองทำแบบภาษาอังกฤษดูนะครับ ซึ่งจะมุ่งเน้นทั้งการออกเสียง สำเนียง การเว้นวรรค รวมถึง body language ด้วยครับ (มีงานเก็บคะแนนทั้ง present เดี่ยว และ กลุ่มนะครับ ถ้าผ่านก็ถือว่าผ่านสกิลนี้เลย)


Writing skill เป็นอะไรทำสำคัญมากๆ ครับ โดยอาจารย์จะสอนการเขียน essay, assignment, report, coursework ซึ่งแต่ละอันมีความเหมือนและแตกต่างกันครับ เราต้องมาเรียนอีกที ซึ่งการเขียนพวกนี้แตกต่างจากการสอบ เขียนใน IELTS โดนสิ้นเชิง เพราะ จะต้องมีการเขียนที่มี Reference กำกับ มีการ citation ด้วย รวมการภาษาที่ใช้ในการเขียนก็ไม่สามารถใช้ I We ได้นะครับ ถือว่าเป็ฯสาวนสำคัญที่น่าจะช่วยได้สำหรับการเรียนใน Academic year เลยครับ


Reading skill จะสอนคล้ายการสอบ IELTS ครับ แต่จะมุ้งเน้นในการจับใจความสำคัญของเนื้อหาที่อ่านมากขึ่น เพื่อนำมาใช้ในการอ่านหนังสือสอบ หรือ รวมถึงการหาข้อมูลมาเขียนงานด้วยเช่นกันครับ


โดยทั้งหมดของหลักสูตร pre-sessional จะไม่ต้องสอบ IELTS ใหม่แต่จำเป็นต้องสอบ ทั้ง 4 Skill ในตัวของหลักสูตรเอง โดย ฟัง ก็จะมีการสอบฟัง lecture ครับ สองครั้ง ส่วนการเขียนการต้องเขียนงานส่ง ประมาณ 3-4 งานครับ แต่หลักๆ ได้เขียนเยอะมากๆ แน่ๆ ครับ แต่อาจารย์จะช่วยแนะนำในการเขียนแล้วเรานำไป rewrite ได้อีกทีครับ เพราะฉะนั้น หลักสูตรพวกนี้ นอกจากจำเป็นต้องเรียนแล้ว ยังช่วยในการพัฒนาเราอีกด้วยครับ เพราะฉะนั้นใครที่สอบ IELTS ไม่ถึงเกณฑ์แบบเข้าเรียนเลยนั้นก็ไม่ต้องกังวลไปครับ มาเรียนทั้ง 4 คอร์สนี้แทนก็ได้ครับ เพราะ เราไม่ต้องสอบใหม่แล้ว แถมยังได้รับความรู้ใหม่ๆ ได้ปรับตัวก่อนการเรียนอีกด้วยครับ

S__17424429 S__17424428 S__17424427

นอกจากนี้จริงๆ ผมมีอีกหลักสูตรแนะนำ เป็นหลักสูตรเรียนภาษาสำหรับคนที่ได้คะแนน IELTS ประมาณ ขั้นต่ำ 4.5 ขึ้นไป ทางมหาลัยก็เปิดหลักสูตรนี้ให้สำหรับคนที่อยากมาเรียนภาษาครับ ซึ่งผมได้เรียนหลักสูตรนี้ด้วย ผมก็อยากแนะนำว่าดีกว่าไปเรียนตามสถาบัน ภาษา หรือตาม high school ต่างๆ เยอะครับ ใน blog ถัดไปจะมาแนะนำให้กับเพื่อนๆ อีกทีนะครับ


มีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติม สอบถามได้ใน E-mail: ได้ตลอดเลยนะครับ



สวัสดีครับ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกคน


ก่อนอื่นต้องขอโทษด้วยอีกครั้งครับ หายไปอาทิตย์กว่าๆ เลยครับ พอดีผม ติดสอบวิชา Accounting and Finance สอบกลางภาคนะครับ

พูดถึงตรงนี้ ผมก็คิดว่าอยากมาแนะนำ ตารางเรียน ตารางสอบ แล้วช่วงวันหยุด ตลอดปีการศึกษา ซึ่งทุกคนคงได้วางแผนเรียน ส่งงาน เที่ยว หรือกลับไทยได้นะครับ

มาเริ่มกันเลยครับ โดย ปกติ เทอม 1 จะเริ่มเดือน September หรือ กันยายน นะครับ ก็จะเรียนยาวไปเรื่อยๆ เลยครับ ทั้งหมด 11-12 อาทิตย์ โดยอาจจะมีสอบ กลางภาคหรือ ไม่มี ก็แล้วแต่คณะไปครับ บางคณะ กลางภาค อาจจะให้เป็นส่งงานเขียนแทน ซึ่งก็จะกลายเป็นคะแนนเก็บไปครับ มีตั้งแต่ 30% , 40% or 50% เลยครับ แล้วอาจารย์แต่ละคณะอีกทีครับ หรือบางวิชาแบบของผมก็สอบปลายภาค 100% วัดกันไปเลยครับ กลับมาสู่ตารางเรียนขอเทอม 1 ก็จะเรียนถึงประมาณ กลางๆ เดือน ธันวาคม ทางมหาลัยก็จะหยุดยาว ตั้งแต่กลางเดือนธันวา ถึง กลางเดือนมกราคมเลยครับ เรียกช่วงนี้ว่าหยุด คริสมาสต์ ใครหลายๆ คนก็อาจจะไปเที่ยวใน UK หรืออยากไปเที่ยวโซน EU ก็ได้เลยนะครับ หยุดยาวจริงๆ แต่ หลังจากหยุดยาว กลับมาจะเป็นช่วงสอบปลายภาค เลยครับ ตั้งแต่ กลางเดือนมกรา ถึงต้น กุมภา ครับ ทั้งหมด 3 อาทิตย์ที่เป็นช่วงสอบ week 13-15 แล้วแต่อาจารย์จะกำหนดตารางมาครับ ซึ่งส่วนใหญ่ ป โท จะ สอบ week 13 and 14 ครับ ก็จะได้หยุดพักประมาณ 1 อาทิตย์ จะไปเที่ยวหรือพักผ่อนก็ครับ สำหรับแอดมินช่วงนี้ไป เที่ยว อิตาลีมาครับ หลังสอบเสร็จ ไปปลดปล่อยกันหน่อย เสร็จแล้วหลัง Week 15 ก็เปิดเทอม สองเลยครับไม่มีหยุด

thumb_DSCF0288_1024 12647089_10206018024065041_4824062197557062389_n 12513555_10206033557333363_2318288480141442256_o

สำหรับเทอม 2 จะเรียนตั้งแต่ กุมภาพันธ์ ไปจนถึง เดือน มิถุนายน ครับ โดยช่วงแรกจะเรียน ถึง กลางๆ เดือนมีนาคม ก็หยุดให้ อีก หนึ่งเดือนครับ ซึ่งเรียกหยุดช่วงนี้ว่า Easter break กลับมาเปิดเทอมอีกที ปลายๆ เมษายน ครับ ซึ่งช่วงนี้ส่วนใหญ่ นักเรียนไทยก็นิยมไปเที่ยว โซน EU กันครับ  ไหนๆ ก็มาใกล้ๆ แล้ว เดินทางไปเที่ยวไม่แพงมาก อย่างน้อยๆ ก็ถูกกว่ามากจากไทย หลายเท่าครับ ตัวผมเองก็ วางแผน จะไปเที่ยว Austria and Germany ครับ 9 วัน 8 คืนพอครับ แต่ อาจจะฟังดูดีนะครับ ได้หยุดยาว 1 เดือน แต่บอกได้เลยว่าต้องแบ่งเวลาดีๆ ครับ เพราะอาจารย์สั่งงานแทบทุกคณะครับ ของผมเอง 4 ชิ้นเลยครับ เรียกว่าปิดเพื่อทำงานโดยเฉพาะเลย นั้นคือเหตุผลที่เที่ยวยาวๆ กว่านี้ไม่ได้ครับแต่บางคนก็จัดหนัก 15-20 วันก็มีครับ ก็วางแผนทำงานกันให้ดีๆ นะครับทุกคน เสร็จหลังจากช่วงปิด ก็จะมาเรียนอีกครึ่งเทอมที่เหลือแล้วก็สอบเดือนมิถุนายนครับ โดยไม่มีหยุดให้ก่อนสอบเหมือนเทอม 1 นะครับ เพราะงั้นวางแผนกันล่วงหน้าได้ครับ


ส่วนช่วงสุดท้าย หรือ  Summer น้อง ป ตรี ก็จะปิดเทอมยาว 3 เดือนเลยครับส่วนใหญ่ก็จะกลับไทยกัน มีบางคนที่ไทยฝึกงานตามที่ต่างๆ ครับหรือไปหาความรู้เพิ่มเติมกัน แต่สำหรับ ป โท แล้วเรียกได้ว่าเป็นช่วงโค้งสุดท้ายเลยครับ เพราะช่วงนี้ต้องทำ Dissertation ส่งภายในเดือน กันยายน นั้นเองครับ แต่หลายๆ คนก็เลือกที่จะไปเที่ยวก่อนสักพักหลังสอบ แล้วค่อยกลับมาทำครับ หรือ บางคนก็ทำให้เสร็จก่อนก็มีครับ แล้วแต่ชอบแบบไหน แต่ผมเอง ก็ยังไม่ได้วางแผนครับ ขอดูพลังงานช่วงสอบเสร็จอีกทีครับ


Semester 1 Sep – Feb

Semester 2 Feb – July

Dissertation July -Sep


Mid of Dec to Mid of Jan

Mid of March to Mid of April


ส่วนวันที่จริงๆ วันไหนเรียน วันไหนหยุดของแต่ละปีการศึกษา สามารถดูได้จาก เว็ปของมหาลัยเลยนะครับมีลงบอกล่วงหน้าไว้ให้ได้วางแผนกันครับเพราะถ้าอยาก กลับ ไทย หรือ ไปเที่ยว ก็ต้องทำ วีซ่า ซื้อตั๋วเครื่องบินล่วงหน้า ต้องใช้เวลาครับ เพราะยังไง วางแผนล่วงหน้ากันนะครับ ทุกๆคน วันนี้ก็มีเพียงเท่านี้ครับ เรื่องถัดไปคงเป็น เกี่ยวกับ หลักสูตรเรียนภาษา ทั้งหมดของมหาลัย ซึ่งมีความน่าสนใจมาก แล้วน้องๆ หลายคนยังไม่รู้ว่ามหาลัย Surrey มีหลักสูตรนี้อยู่ ซึ่งดีมากๆ เลยครับ


มีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติม สอบถามได้ใน E-mail: ได้ตลอดเลยนะครับ


1 2 3